รัฐ-เอกชน จับมือร่วมลดใช้พลังงาน รับวิกฤติสู้รบในตะวันออกกลาง

นับตั้งแต่เกิดการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และ อิสราเอล กับประเทศ อิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้สถานการณ์พลังงานโลกเกิดความผันผวน โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้า หลายฝ่ายยังคงจับตาว่าสงครามครั้งนี้จะยืดเยื้อเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อปริมาณพลังงานของโลกในระยะยาวหรือไม่ประเทศไทยซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นและความไม่แน่นอนของการจัดหาเชื้อเพลิง ดังนั้นแนวทางสำคัญในช่วงเวลานี้คือการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการใช้พลังงานของประเทศ ดังนั้นหลายหน่วยงานด้านพลังงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงได้ออกมาตรการและแนวทางประหยัดพลังงานภายในองค์กรและรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน

โดยเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ออกมาตรการประหยัดพลังงานในประเทศไทย ด้วยการให้หน่วยงานราชการ-รัฐวิสาหกิจ เน้นทำงานที่บ้าน (Work from Home) ทันที งดใส่สูท ผูกเนคไท รวมถึงการงดเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศ และออกมาตรการลดการใช้พลังงานอื่น ๆ เช่น การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ระดับ 26-27 องศาเซลเซียส, การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน ด้วยการปิดไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น, การลดการใช้ลิฟท์, การลดการใช้กระดาษ และเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงการเช็คสภาพรถยนต์ เป็นต้น

ขณะที่ กระทรวงพลังงาน ประกาศมาตรการลดใช้พลังงานเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยแนะนำให้ เดินทางเท่าที่จำเป็น, ใช้ระบบ Car pool หรือระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงสนับสนุนการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) ตามความเหมาะสม และส่งเสริมการประชุมผ่านระบบ Video Conference ส่วนการประหยัดไฟฟ้า ได้ออก 6 มาตรการ ได้แก่ 1.เปลี่ยนจากลิฟต์เป็นบันได ขึ้น-ลง 1-2 ชั้นใช้บันไดแทนลิฟต์ 2. “ถอดสูท ปลดไท” สวมเสื้อผ้า Cool Mode แทนการเร่งความเย็นเครื่องปรับอากาศ 3. ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส และปิดหรือเปิดก่อนใช้งาน 15 นาที 4.ปิดไฟที่ไม่จำเป็น 5.ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ ตั้งเวลาปิดหน้าจอคอมฯ และ 6. ปลดปลั๊ก พักพลังงาน ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ได้ใช้งาน

ในวันที่ 17 มี.ค. 2569 กระทรวงพลังงานเตรียมจัดแคมเปญมาตรการประหยัดพลังงาน ในช่วงสถานการณ์วิกฤติพลังงานโลกในหัวข้อ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” ณ อาคาร EnCO C เวลา 13.00 – 15.30 น. โดย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ประหยัดพลังงาน ทางเลือกทางรอด” นอกจากนี้ปลัดกระทรวงพลังงานพร้อมด้วยผู้บริหารในสังกัดกระทรวงพลังงานจะเข้าร่วมแถลงมาตรการประหยัดพลังงานด้วย

สำหรับ กลุ่มบริษัท ปตท. ได้แนะนำให้ร่วมใจใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทยโดยได้ออกมาตรการประหยัดพลังงานภายในองค์กรหลายด้าน ได้แก่ ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส, ปิดไฟในช่วงพักกลางวันระหว่างเวลา 12.00 – 13.00 น. และ 19.00 น. รวมทั้งถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน และตั้งค่าคอมพิวเตอร์ให้เข้าสู่โหมดพักหน้าจอนอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้ใช้บันไดแทนลิฟต์, สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมเพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศ โดยให้สวมเสื้อแขนสั้น งดผูกเนคไท แต่ให้สวมสูทตามโอกาสและความจำเป็น รวมทั้งสนับสนุนการประชุมผ่านระบบออนไลน์เพื่อลดการเดินทาง หากต้องเดินทางควรยึดแนวทาง “ทางเดียวกันไปด้วยกัน และเดินทางเท่าที่จำเป็น”

ด้าน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เชิญชวนร่วมกันใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ตามแนวทาง “5 ป.” ได้แก่ ปลด ปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งาน ปิด ไฟที่ไม่ได้ใช้ ปรับ เครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส เปลี่ยน มาใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ปลูก ต้นไม้เพื่อลดอุณหภูมิ

ส่วน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ประกาศมาตรการเตรียมรับมือและรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดพลังงาน เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ได้แก่ 1. ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ (War Room) ด้านพลังงานเพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางตลอด 24 ชั่วโมง และประเมินผลกระทบต่อระบบพลังงานของประเทศไทย 2.บริหารจัดการเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้า โดยเตรียมจัดหาแหล่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศอื่นเพิ่มเติม เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการนำเข้าเชื้อเพลิง 3. เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่น เช่น การเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังน้ำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และ 4. รณรงค์ให้ประชาชนประหยัดพลังงาน โดยใช้แนวคิด “5 ป.” ได้แก่ ปิด ไฟที่ไม่จำเป็น, ปรับ อุณหภูมิแอร์ประมาณ 26 องศาเซลเซียส, ปลด ปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งาน, เปลี่ยน มาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน และปลูก ต้นไม้เพื่อลดความร้อนในอาคารทั้งนี้เพื่อลดการใช้พลังงานของประเทศ ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ควบคุมต้นทุนการผลิตไฟฟ้าไม่ให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น และรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทยในช่วงวิกฤตพลังงานโลกมาตรการประหยัดพลังงานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์สงครามและความไม่แน่นอนด้านพลังงานของโลก เพราะสามารถช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศ และลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้

นอกจากนี้ยังช่วยยืดระยะเวลาการสำรองพลังงานให้เพียงพอต่อการใช้งานของประชาชน หากสถานการณ์การสู้รบยืดเยื้อออกไป การร่วมมือกันประหยัดพลังงานจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการปิดไฟที่ไม่จำเป็น ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม หรือใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเป็นการร่วมกันดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอีกด้วย

ที่มา : https://www.energynewscenter.com