
ท่ามกลางวิกฤติพลังงานที่ราคามีความผันผวนและปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากผลพวงของสงครามตะวันออกกลางที่ยังคงทวีความตึงเครียดจนถึงขณะนี้ รัฐบาลของแต่ละประเทศต่างต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิง ที่แม้จะมีราคาแพง แต่ไฟฟ้าต้องไม่ดับ เพราะไฟฟ้าดับจะสร้างความเสียหายมากกว่าไฟฟ้าแพง เพราะความมั่นคงด้านไฟฟ้ามีความสำคัญสูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
สำหรับประเทศไทย ที่พึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในการผลิตไฟฟ้าและมีแนวโน้มจะต้องใช้มากขึ้น เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่เราผลิตได้เองในอ่าวไทยมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ เมื่อเหตุการณ์สงครามครั้งนี้ทำให้ราคา Spot LNG ถีบตัวสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเช่นเดียวกัน และถึงแม้ว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะพยายามบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างเต็มที่ โดยเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำกว่า LNG นำเข้า เช่น การเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์ให้เต็มกำลังการผลิต และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล เพื่อทดแทน LNG นำเข้าแล้วก็ตาม แต่อีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบจากพลังงานราคาแพงลงได้ ก็คือมาตรการการประหยัดการใช้ไฟฟ้า เพื่อลดการใช้ที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการนำเข้า LNG มาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าลดลงด้วย ซึ่งเมื่อไปเปรียบเทียบกับนานาประเทศทั่วโลก ก็ต่างดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดประหยัดพลังงานอย่างจริงจังด้วยกันทั้งสิ้น เพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤตพลังงานราคาแพงไปได้
แนวคิดสำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้ในการประหยัดพลังงาน คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หรือที่เรียกว่า “ปรับเล็กเพื่อเปลี่ยนใหญ่” คือ ลดการใช้พลังงานในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ลง แต่เมื่อรวมกันในระดับประเทศ จะสามารถลดความต้องการใช้พลังงานโดยรวม (Total Energy Demand) และลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศที่มีราคาสูงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างจากหลายประเทศได้ดำเนินมาตรการอย่างจริงจังเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เช่นปากีสถาน ได้ออกมาตรการเข้มงวด โดยสั่งลดการใช้รถยนต์ราชการลงถึง 60%พร้อมกำหนดให้พนักงานทั้งภาครัฐและเอกชนทำงานจากที่พักอาศัย (WFH) ในสัดส่วน 50% นอกจากนี้ยังมีการสั่งปิดสถานศึกษาเป็นเวลา 2 สัปดาห์และปรับรูปแบบการทำงานของหน่วยงานรัฐให้เปิดทำการเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ รวมถึงลดโควตาการใช้น้ำมันของหน่วยงานรัฐลง 50%ในช่วงเวลา 2 เดือน เพื่อควบคุมการใช้พลังงานอย่างเข้มงวด
ส่วน เกาหลีใต้ ได้ดำเนินมาตรการหลากหลายทั้งในระดับครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม โดยรณรงค์ให้ประชาชนลดระยะเวลาอาบน้ำและการใช้น้ำร้อนเพื่อลดการใช้ก๊าซธรรมชาติ งดการชาร์จโทรศัพท์มือถือและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงเวลากลางคืนเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้สูง (พีคไฟฟ้า) รวมถึงการกลับมาเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่งอีกครั้งภายในเดือน พ.ค. นี้ และผ่อนคลายข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าถ่านหิน พร้อมทั้งเร่งขยายพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว และควบคุมพฤติกรรมการใช้พลังงาน โดยกำหนดให้รถยนต์ราชการหยุดวิ่งสัปดาห์ละ 1 วันตามเลขทะเบียน การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส และเครื่องทำความร้อนไม่เกิน 18 องศาเซลเซียส รวมถึงการปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งาน และปรับเวลาเข้างานเพื่อลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีค พร้อมทั้งลดใช้พลาสติกหรือทรัพยากรเพื่อลดการใช้พลังงานสูงในกระบวนการผลิต และการส่งเสริมการประชุมออนไลน์แทนการเดินทาง ทั้งยังขอความร่วมมือจาก 50 บริษัทขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานสูงให้ลดการใช้พลังงานลง
ในขณะที่ ศรีลังกา มีมาตรการสั่งปิดไฟถนน ป้ายไฟนีออน และป้ายโฆษณาต่าง ๆ เพื่อลดการใช้พลังงานลง 25%กำหนดให้หน่วยงานรัฐลดการใช้เครื่องปรับอากาศ และเพิ่มวันหยุดราชการในวันพุธเพื่อลดกิจกรรมที่ใช้พลังงาน นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือจากผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้หลีกเลี่ยงการชาร์จไฟข้ามคืน
ส่วนเพื่อนบ้านอย่าง เมียนมา ได้ใช้มาตรการควบคุมการใช้น้ำมันอย่างเข้มงวด โดยกำหนดโควตาการซื้อน้ำมันรายสัปดาห์ตามขนาดเครื่องยนต์ และอนุญาตให้ซื้อได้เพียงสัปดาห์ละครั้ง หรือแบ่งซื้อได้ไม่เกิน 2 ครั้ง พร้อมนำระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมาใช้ควบคุมปริมาณการซื้อ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้รถยนต์ส่วนบุคคลวิ่งตามเลขทะเบียนวันคู่และวันคี่ รวมถึงให้หน่วยงานราชการทำงานจากที่บ้านในทุกวันพุธ และส่งเสริมการจัดงานเทศกาลในรูปแบบถนนคนเดินเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น
ฟิลิปปินส์ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติเป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมออกมาตรการลดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง โดยปรับลดวันทำงานของหน่วยงานภาครัฐบางส่วนเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ และกำหนดให้ทุกหน่วยงานลดการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงลง 10- 20% อีกทั้งยังรณรงค์ให้ประชาชนใช้ระบบการเดินทางร่วมกันเพื่อลดการใช้น้ำมัน
มองไปที่ฝั่งยุโรปบ้าง แม้ว่าการจัดหาพลังงานยังไม่เกิดปัญหาการขาดแคลน เพราะส่วนใหญ่ในนำเข้าน้ำมันและก๊าซฯ จากภูมิภาคอื่น แต่ราคาในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรรมาธิการด้านพลังงานของสหภาพยุโรปได้ออกมากระตุ้นให้ประเทศสมาชิกพิจารณามาตรการลดความต้องการใช้เชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับความจำเป็นของแต่ละประเทศ เช่น ส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน การใช้รถหรือระบบขนส่งสาธารณะ และการลดการจำกัดความเร็วบนทางหลวง
ด้านอียิปต์ ก็ประกาศมาตรการประหยัดพลังงานเข้มงวดเป็นระยะเวลา 1 เดือน เพื่อรับมือวิกฤตราคาน้ำมันโลกจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยให้ร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ โรงละคร และสถานที่จัดงานแต่งงาน ต้องปิดให้บริการเวลา 21.00 น. ยกเว้นวันพฤหัสฯ และวันศุกร์ที่อนุญาตให้ปิดได้ถึงเวลา 22.00 น.นอกจากนั้น ภาครัฐยังลดการเปิดไฟส่องสว่างบนถนน และไฟป้ายโฆษณาริมถนนลง 50% ลดโควตาการจัดสรรเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะของรัฐบาลลง 30% อย่างไรก็ตาม มาตรการได้รับการยกเว้นสำหรับร้านขายยา ร้านขายของชำ และสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง

สำหรับ ประเทศไทย รัฐบาลได้ออกมาตรการ โดยให้ข้าราชการระงับการเดินทางไปต่างประเทศ และส่งเสริมให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานจากที่บ้าน รวมถึงให้เดินทางเท่าที่จำเป็นโดยใช้ระบบ Car poolหรือระบบขนส่งสาธารณะ นอกจากนี้ยังรณรงค์ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น หลีกเลี่ยงการสวมสูทและเนคไทเพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศ และส่งเสริมการใช้บันไดแทนลิฟต์
พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้ผลักดันมาตรการ “ประหยัดไฟ ไทยต้องรอด” ซึ่งประกอบด้วยมาตรการ 5 ป. ได้แก่
1. ปิด คือ ปิดไฟทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน
2. ปรับ คือ ปรับอุณหภูมิแอร์ที่ 25-26 องศาเซลเซียส เพราะการปรับอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสจะช่วยลดค่าไฟฟ้าประมาณ 10 %
3. ปลด คือ ปลดปลั๊กทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน
4. เปลี่ยน เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและประหยัดไฟยิ่งกว่าเดิมเมื่อเทียบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีฉลากเบอร์ 5
5.ปลูก ปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงา ช่วยลดอุณหภูมิ และช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
วิกฤตพลังงานครั้งนี้ เป็นดัชนีชี้ว่าถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐและประชาชนคนไทยต้องเอาจริงเอาจังในเรื่องของการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน แม้จะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อรวมกันในระดับประเทศ ย่อมสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างมหาศาล และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
ที่มา : https://www.energynewscenter.com
